สาวๆแห่งสามก๊ก

posted on 27 Dec 2010 15:56 by fasai-555
hello วันนี้ขอมาพูดถึง
สาว สาว แห่ง สามก๊ก
เริ่มจากเตียวเสี้ยน สตรีผู้...ไม่มีในประวัติศาสตร์ แต่พระจันทร์ก็ยัง อาย

เตียวเสี้ยน หรือเตียวฉาน (貂婵) เป็นนางระบำของขุนนางที่ชื่อว่าอ๋องอุ้น (王允) ในสมัยปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก มีรูปโฉมที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง และมีความสามารถในการฟ้อนรำเป็นเลิศ ครั้นเมื่อนางเห็นว่าราชวงศ์ฮั่นตะวันออกตกอยู่ใต้อำนาจของขุนนางทรราชตั๋ง โต๊ะ (董卓) ซึ่งแอบอ้างราชโองการปกครองเหล่าขุนนาง ทำให้ขุนทางทั้งหลายไม่กล้าขัดขืน อีกทั้งอ๋องอุ้นกลัดกลุ้มใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ ในคืนพระจันทร์สว่างสดใส นางได้จุดธูปอธิษฐานต่อสวรรค์ยินดีที่จะรับภาระช่วยเหลือผู้เป็นนาย อ๋องอุ้นผ่านมาได้ยินเข้าก็รู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก จึงตรงเข้าไปพยุงนางลุกขึ้น และคำนับนาง นับจากนั้นจึงได้รับเตียวเสี้ยนเป็นธิดาบุญธรรม

อ๋องอุ้นเห็นว่าตั๋ง โต๊ะกำลังยึดครองราชวงศ์ฮั่นตะวันออก จึงได้วางแผนการอันต่อเนื่อง ยกเตียวเสี้ยนให้แก้ลิโป้ (吕布) ก่อนอย่างลับๆ แล้วจึงค่อยยกนางให้แก่ตั๋งโต๊ะ ลิโป้นั้นมีความกล้าหาญอายุยังน้อย ส่วนตั๋งโต๊ะเจ้าเล่ห์เพทุบาย เพื่อที่จะดึงลิโป้มาเป็นพวก ตั๋งโต๊ะจึงได้รับลิโป้เป็นลูกบุญธรรม ทั้งสองต่างก็ฝักใฝ่ในอิสตรี ดังนั้นนับจากนั้นมาเตียวเสี้ยนต้องรับมือกับบุคคลทั้งสอง ทำให้ทั้งคู่หลงใหล หลังจากที่ตั๋งโต๊ะรับเตียวเสี้ยนไว้เป็นภรรยาน้อย ลิโป้เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก

วันหนึ่ง ในขณะที่ตั๋งโต๊ะไปร่วมประชุมเหล่าขุนนาง ลิโป้ก็แอบเข้าไปพบกับเตียวเสี้ยน และนัดพบกันที่ศาลาฟ่งอี๋ เมื่อเตียวเสี้ยนไปพบลิโป้ ก็ได้แสร้งร้องไห้บอกเล่าความทุกข์ที่ถูกตั๋งโต๊ะขืนใจ ลิโป้โกรธมาก ในเวลาเดียวกันนั้นเองตั๋งโต๊ะกลับมาพบเข้า และด้วยความโกรธจึงได้แย่งเอาง้าวในมือของลิโป้และตรงเข้าแทง แต่ลิโป้หนีไปได้ นับจากนั้นทั้งสองต่างก็เกิดความระแวงซึ่งกันและกัน จนท้ายที่สุดอ๋องอุ้นก็สามารถเกลี้ยกล่อมลิโป้ให้กำจัดตั๋งโต๊ะได้ในที่สุด

ฉายา “ความงามที่ทำให้แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบเลี่ยงให้”ของเตียวเสี้ยนนั้นมาจากเรื่อง
ราว ตอนที่นางกำลังอธิษฐานต่อดวงจันทร์อยู่ภายในสวน ทันใดนั้นมีลมพัดขึ้นเบา ๆ เมฆจึงลอยมาบดบังอันสว่างสดใส ขณะนั้นบังเอิญอ๋องอุ้นมาพบเข้า เพื่อที่จะเป็นการกล่าวชมว่าธิดาของตนนั้นมีความงามเพียงใด เมื่อพบปะผู้คนก็มักจะกล่าวว่า บุตรีของข้าหากเทียบความงามกับดวงจันทร์แล้ว ดวงจันทร์ยังมิอาจเทียบได้ รีบหลบเข้าไปหลังหมู่เมฆ ดังนั้นผู้คนจึงขนานนามเตียวเสี้ยนว่า “闭月”หรือ “ความงามที่ทำให้แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบเลี่ยงให้”

ต่อไป เอียนสี สาวงามแห่งเมืองเหนือ
เอียนสี เกิดปี คศ.182 พ่อเป็นข้าราชกาลระดับนายอำเภอ เสียชีวิตตอนนางอายุ5ขวบ เธอเป็นเด็กไว้ตัว เรียบร้อย ช่างคิด แต่สามารถแต่งโคลงกลอดได้ตั้งแต่ยังเด็ก
แม้ทีบ้านจะไมรำรวยมากนัก แต่เธอก็มักจะแบ่งบันทรัพสินให้กับคนยากไร้
เอียนสีแต่งงานครั้งแรกกับ อ้วนฮี ลูกคนรองของอ้วนเสี้ยว ตอนอายุ16
โจ โฉรบชนะอ้วนเสี้ยว เค้าสั่งห้ามผู้ใดเข้าตำหนักอ้วนเสี้ยวเด็จขาด เพราะโจโฉก็หวังได้นางเอียนสีเป็นภรรยา แต่โจผี(อายุ17)รีบเข้าไปตำหนักอ้วนเสี้ยว แล้วขอนางเอียนสี(อายุ22)เป็นภรรยาเป็นเมียเอกกับโจโฉ ด้วยความเด็จเดี่ยวของโจผี โจโฉจึงต้องยอม(นี้ก็เป็นเหตุหนึ่งให้โจโฉรักโจสิดมากกว่าโจผี)
ด้วยที่นางเป็นคนนิสัยดี อ่อนโยน อยู่ไหนก็มีคนรัก คนเอ็นดู ไม่ว่าจะเป็นเมียอ้วนเสี้ยว รึนางเปียนสี เมียโจโฉ
พอ โจสิดอายุ15 โจผีอายุ20 เอียนสีอายุ25 โจสิดเริ่มหลงรักพี่สะใภ้ตัวเอง โดยไม่เกรงใจโจผี เพราะเค้าคิดว่าโจผีก็แย่งนางมาจากพ่อ โจสิดแต่งโครงกลอดเกี้ยวนางเอียนสีมากมาย ทีเด่นสุดชื่อ"เพลงยาวเทวีลำน้ำลั่ว"
"เธอเบาดุจหงส์วัยอ่อน บินคล้ายมังกรร่อนลม
สวยคมอย่างเบญจมาศชิวเทียน นวลเนียนเหมือนสนร่มใบ
หวิวไหวเหมือนจันทร์ส่องแสง ดุจแฝงอยู่ในเมฆบัง
ลอยดั่งหิมะต้องลมพัด อร่ามรัศมีไกลส่อง
หากใกล้ผุดผ่องเนียนนุ่ม เหมือนบัวชุ่มน้ำแรกบาน
ร่างสะคราญเอวกลมสมส่วน ผิวขาวชวนให้งงงวย
ผมยาวสลวยงามขำ แก้มนวลย้ำให้เชยชิด
เกล้าผมติดปิ่นปักหยก คิ้วดกโก่งโค้งเต็มอิ่ม
ปากบางจิ้มลิ้มน่าจูบ ฟันขาวน่าลูบน่าไล้
ตาโตไฉไลใสสะอาด แก้มนวลผุดผาดหยาดเยิ้ม
น่าเคลิ้มชวนจิตพิศวง(สำนวนแปลของ สุขสันต์ วิเวกเมธากร)
เพราะความมีน้ำใจของเอียนสี นางก็รักโจสิดเหมือนดังน้อง
พอโจผีเป็นฮ่องเต้ เอียนสีก็ได้เป็นฮองเฮา แต่ข่าวลือในทางเสียหายของเธอกับโจสิดก็ยังมีอยู่
เอียน สีมีบุตรกับโจผี คือ โจยอย ซึ้งต่อมาได้เป็นฮ่องเต้ต่อจากโจผี(เกือบตายตามแม่เหมือนกัน แต่ดีที่เป็นเด็กฉลาด ตอนออกไปล่าสัตว์กัน มีกวางแม่ลูก โจผียิงกวางตัวแม่ตาย เห็นโจยอย ไม่ยิงตัวลูกจึงถาม โจยอย ตอบทั้งน้ำตา ว่า พ่อยิงแม่มันแล้ว จะฆ่าลูกมันด้วยหรือ โจผีคิดได้จึงตั้งโจยอยซึ้งเป็นลูกที่เกิดกับเอียนสี เป็นทายาททันที)
บันทึกจมหมายเหตุว่าเธอลาออกจากตำแหน่ง เพราะป่วย แล้วเสียชีวิตในเวลาต่อมา
เกร็ดพงศาวดารว่า ถูกสำเร็จโทษด้วยยาพิษ เพราะจับได้ว่าคบกับโจสิด
ถึงอย่างไรนางก็ได้ชื่อว่าเป็นหญิงที่งาม มีความรู้ และมีน้ำใจคนนึง ในยุคบ้านเมืองที่ลำเค็ญ
การตายก็ดู ประชด คือ
โดยจดหมายเหตุวุ่ยก๊กบอกว่าประชวรหนักและสิ้นพระชนม์เมื่อปี่ค.ศ. 221
(รุ้สึกปีนี้เฉินโซ่วก็บันทึกว่าม้าเฉียวตาย)

แต่เกร็ดพงศาวดารกลับบอกว่าถูกสั่งให้กินยาพิษ เพราะยังรักโจสิดอยุ่(จำไม่ได้ว่าปีไหน)
 สุดท้าย ซุนฮูหยิน ภรรเมียพระเจ้าอาเพื่อกังตั๋ง
ภาพซุนฮูหยินฉบับ RED CLIFF
ซุนฮูหยิน เดิมชื่อซุนหยิน ทรงเป็นพระราชธิดาองค์เดียวของซุนเกี๋ยนและนางง่อก๊กไท่ เป็นพระราชกนิษฐาต่างพระมารดาของซุนกวน เมื่อยังทรงพระเยาว์ชอบฝึกฝนอาวุธ เป็นลูกสาวที่ง่อก๊กไท่ไทเฮารักมาก

เมื่อจิวยี่คิดยึดเมืองเกงจิ๋ว ได้คิดอุบายลวงเล่าปี่มาแต่งงานกับซุนฮูหยินและจับเล่าปี่เป็นตัวประกันแลกกับเกงจิ๋
ว แต่ขงเบ้งแก้ลำจิวยี่ได้ เล่าปี่จึงได้นางซุนฮูหยินนเป็นภรรยา ตัวเล่าปี่เองก็ไม่ต้องถูกจับ เกงจิ๋วก็ปลอดภัย ทั้งจิวยี่ก็กระอักเลือดด้วยความแค้นจนสลบไป

ต่อมา เล่าปี่ไปตีเสฉวนโดยทิ้งนางซุนฮูหยินไว้ที่เกงจิ๋ว ซุนกวนใช้จิวเสี้ยนไปลวงนางซุนฮูหยินว่าแม่ป่วยหนักมาก ให้กลับกังตั๋งไปเยี่ยมแม่และให้เอาอาเต๊าบุตรชายของเล่าปี่ไปด้วย ซุนฮูหยินจึงพาอาเต๊าขึ้นเรือไปกังตั๋ง แต่จูล่งและเตียวหุยมานำตัวอาเต๊าคืน นางซุนฮูหยินจึงเดินทางไปกังตั๋งเพียงผู้เดียว ต่อมาจึงรู้ภายหลังว่าถูกหลอก พระเจ้าซุนกวนได้สั่งให้กักตัวนางไว้

ต่อมา พระเจ้าเล่าปี่สวรรคต พระนางซุนฮูหยินรู้ข่าวจึงเสียพระทัยเป็นอันมาก พระนางจึงกระโดดน้ำสิ้นพระชนม์ตามพระเจ้าเล่าปี่ไป

กวนอูเดิมเป็นชาวอำเภอไก่เหลียงมีชื่อเต็มว่าอำเภอฮอตั๋งไกเหลียง ดินแดนฮอตั๋ง ชื่อเดิมคือเผิงเสียน ชื่อรองโซ่วฉาง[4] รูปร่างสูงใหญ่ สง่างามน่าเกรงขามแก่ผู้พบเห็น มีกำเนิดในครอบครัวนักปราชญ์ เชี่ยวชาญด้านคัมภีร์พิชัยสงครามและคัมภีร์หลี่ซื่อชุนชิว[5] เป็นนักโทษต้องคดีอาญาแผ่นดิน หลบหนีการจับกุมเร่รอนไปทั่วประเทศจีนเป็นเวลานานถึง 6 ปี[6]จน กระทั่งถึงด่านถงกวน นายด่านพบพิรุธจึงสอบถามชื่อแซ่ กวนอูตกใจจึงชี้ไปที่ชื่อด่านคือ "ถงกวน" ทำให้นายด่านเข้าใจว่ากวนอูนั้นแซ่กวน หลังจากนั้นเป็นต้นมากวนอูจึงเปลี่ยนจากชื่อเดิมคือเผิงเสียนเป็นกวนอู[4]

ต่อมาได้พบเล่าปี่และเตียวหุยที่ตุ้นก้วนและร่วมสาบานเป็นพี่น้องกัน กวนอูได้ร่วมรบกับเล่าปี่ปราบโจรโพกผ้าเหลืองจนราบคาบในสมัยพระเจ้าเลนเต้ แต่เล่าปี่กลับได้เพียงตำแหน่งนายอำเภออันห้อก้วน ภายหลังต๊กอิ้วซึ่งเป็นเจ้าเมืองออกตรวจราชการที่อำเภออันห้อก้วน เล่าปี่ไม่มีสินบนมอบให้จึงถูกใส่ความด้วยการเขียนฎีกาถวายพระเจ้าเลนเต้ใน ข้อหากบฏ เตียวหุยโกรธจัดถึงกับพลั้งมือเฆี่ยนตีต๊กอิ้วจนเกือบเสียชีวิต ทำให้เล่าปี่ต้องหลบหนีจากการจับกุมของทางการพร้อมกับกวนอูและเตียวหุย

วีรกรรมของกวนอูนั้นมีมากมาย เริ่มจากการร่วมปราบปรามโจรโพกผ้าเหลืองร่วมกับทหารหลวงของพระเจ้าเลนเต้ สังหารฮัวหยงแม่ทัพของตั๋งโต๊ะโดยที่สุราคาราวะจากโจโฉยังอุ่น ๆ ปราบงันเหลียงและบุนทิวสองทหารเอกของอ้วนเสี้ยว บุกเดี่ยวพันลี้หนีจากโจโฉเพื่อ หวนกลับคืนสู่เล่าปี่ด้วยคำสัตย์สาบานในสวนท้อ ทั้งที่โจโฉพยายามทุกวิถีทางเพื่อมัดใจกวนอูแต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ฝ่า 5 ด่าน สังหาร 6 ขุนพลของโจโฉ และในคราวศึกเซ็กเพ็กโจโฉแตกทัพหนีไปตามเส้นทางฮัวหยง กวนอูได้รับมอบหมายจากขงเบ้งให้นำกำลังทหารมาดักรอจับกุม โจโฉว่ากล่าวตักเตือนให้กวนอูระลึกถึงบุญคุณครั้งก่อนจนกวนอูใจอ่อนยอมปล่อยโจโฉหลุดรอดไป โดยยอมรับโทษประหารตามที่ได้ทำทัณฑ์บนไว้กับขงเบ้ง

เมื่อเล่าปี่สถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิครองเสฉวน ได้ให้กวนอูไปกินตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋วและแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในห้าทหารเสือของเล่าปี่ ภายหลังซุนกวนมอบหมายให้โลซกเจรจา ขอเกงจิ๋วคืน กวนอูบุกเดี่ยวข้ามฟากไปกังตั๋งเพื่อกินโต๊ะตามคำเชิญโดยที่โลซกและทหารที่ แอบซุ่มรอบ ๆ บริเวณไม่สามารถทำอันตรายได้ ภายหลังซุนกวนเป็นพันธมิตรกับโจโฉนำทัพโจมตีเกงจิ๋ว กวนอูพลาดท่าเสียทีแก่ลิบองและลกซุนสองแม่ทัพแห่งกังตั๋งจน เสียเกงจิ๋ว พยายามตีฝ่ากำลังทหารที่ล้อมเมืองเป๊กเสียเพื่อชิงเกงจิ๋วกลับคืนแต่โดนกล อุบายจับตัวไปได้ ซุนกวนพยายามเกลี้ยกล่อมให้กวนอูยอมจำนนและสวามิภักดิ์แต่ไม่สำเร็จ จึงถูกประหารพร้อมกับกวนเป๋งบุตรบุญธรรมในเดือนสิบสองของปี พ.ศ. 762

ศีรษะของท่านกวนอูถูกซุนกวนส่งไปมอบให้แก่โจโฉที่ฮูโต๋ ซึ่งเป็นกลอุบายที่หมายจะหลอกให้เล่าปี่หลงเชื่อว่าโจโฉเป็นผู้สั่งประหาร กวนอู และนำกำลังทหารไปทำศึกสงครามกับโจโฉแทน แต่โจโฉเท่าทันกลอุบายของซุนกวนจึงจัดงานศพให้แก่กวนอูอย่างสมเกียรติ นำไม้หอมมาต่อเป็นหีบใส่ศีรษะกวนอู แต่งเครื่องเซ่นไหว้ตามบรรดาศักดิ์ขุนนางผู้ใหญ่รวมทั้งสั่งการให้ทหารทั้ง หมดแต่งกายขาวไว้ทุกข์ให้แก่กวนอู ยกย่องให้เป็น